รุนแรงแค่ไหน? กับโรคฝีดาษลิง

รุนแรงแค่ไหน? กับโรคฝีดาษลิง

26/07/2022

   โรคฝีดาษลิงสามารถติดจากสัตว์สู่คนได้ และสามารถติดจากคนสู่คนได้อีกด้วย โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเตือนและให้เฝ้าระวังรวมถึงป้องกันโรคฝีดาษลิง ซึ่งโรคนี้พบมากในประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก และยังพบผู้ป่วยในประเทศนอกเขตแอฟริกาอีกด้วย มักเกิดจากการเดินทางระหว่างประเทศหรือการนำเข้าสัตว์ที่ติดเชื้อ

 

   จากกรณีที่สหราชอาณาจักรได้พบผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษลิงเพิ่มอีก 4 คน รวมเป็น 7 คน โดยโรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่แต่อย่างใดครับ เพราะเคยระบาดมากแล้วมากกว่า 20 ปี เชื้อไวรัสนี้จะพบได้ในสัตว์หลายชนิดโดยเฉพาะตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะอย่างเช่น กระรอก หมูป่า หนู กระรอก กระต่าย ฯลฯ รวมถึงคนก็สามารถติดโรคได้เช่นกันครับ

  • สำหรับคนสามารถติดโรคได้จากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด
  • สารคัดหลั่งหรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ
  • การถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน
  • การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่าหรือการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ
  • การสัมผัสที่นอนของสัตว์ที่ป่วย
  • การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ
  • สัมผัสผู้ที่ผิวหนังที่เป็นตุ่ม
  • อุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ

 

   หากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะการฟักตัวประมาณ 7-14 วัน อาจจะนานถึง 21 วัน และสำหรับอาการจะเริ่มจากมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย และหลังจากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นที่บริเวณแขนขา หรืออาจจะเกิดบนใบหน้าและลำตัวได้อีกด้วยนะครับ แล้วจากผื่นก็จะกลายเป็นตุ่มหนอง ในระยะสุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกมา ซึ่งอาการป่วยจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะหายจากโรคเองได้ครับ โดยอาการรุนแรงมักพบในกลุ่มเด็กนั่นเองครับ

   การป้องกันควบคุมโรค สามารถทำได้ง่ายๆ สามารถป้องกันได้ด้วยตัวเองครับ มีดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่งหรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า
  2. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ
  3. หมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยล้างด้วยสบู่และน้ำ หรืออาจจะเป็นเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อหรือเดินทางเข้าในป่า
  4. ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรองโรค
  5. ในกรณีที่มีการเดินทางกลับจากต่างประเทศที่เป็นเขตติดเชื้อ จะต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยจะต้องรีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักตัวเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อไปให้กับผู้อื่น

 

   ทั้งนี้โรคฝีดาษลิงยังไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจงนะครับ แต่สามารถควบคุมการระบาดได้นั่นเอง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ถึง 85% อย่างไรก็ตามอย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีกันด้วยนะครับ รักษาความสะอาดอยู่เสมอด้วยนะ

 

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค

บทความอื่นๆ

เจาะสาเหตุ...ทำไมไม้กั้นไม่ทำงาน? และนาทีไฟลุกท่วมจากถังก๊าซ NGV วิเคราะห์จากคลิปกล้องหน้ารถ ทำไมรถเมล์ถึงจอดคร่อมราง

เจาะสาเหตุ...ทำไมไม้กั้นไม่ทำงาน? และนาทีไฟลุกท่วมจากถังก๊าซ NGV วิเคราะห์จากคลิปกล้องหน้ารถ ทำไมรถเมล์ถึงจอดคร่อมราง

18/05/2026

สรุปปมสงสัยรถไฟชนรถเมล์สาย 206 แยกอโศก-ดินแดง เจาะลึกจากคลิปวิดีโอกล้องหน้ารถ ทำไมไม้กั้นทางรถไฟถึงไม่ทำงาน? เผยสาเหตุไฟลุกท่วมรวดเร็วจากการชนถังก๊าซ NGV ใต้ท้องรถ พร้อมอุทาหรณ์ภัยใกล้ตัวจากการจอดรถติดคร่อมรางรถไฟที่ทำให้สูญเสียถึง 8 ชีวิต และบาดเจ็บกว่า 30 ราย อ่านวิเคราะห์สถานการณ์นาทีต่อนาทีได้ที่นี่

อ่านต่อ
ไข้หวัดทั่วไป VS ไวรัสฮันตา: ต่างกันอย่างไร? เช็กสัญญาณอันตรายจากหนูที่อาจรุนแรงถึงชีวิต (อัปเดต 2569)

ไข้หวัดทั่วไป VS ไวรัสฮันตา: ต่างกันอย่างไร? เช็กสัญญาณอันตรายจากหนูที่อาจรุนแรงถึงชีวิต (อัปเดต 2569)

16/05/2026

แยกให้ออก! ไข้หวัดทั่วไป กับ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ต่างกันอย่างไร? สรุปความแตกต่างของอาการ ภัยเงียบจากหนูที่มีอัตราป่วยตายสูงถึง 50% พร้อมวิธีสังเกตสัญญาณอันตรายทางปอดและไต และขั้นตอนการป้องกันตนเองจากการสูดดมเชื้อ ข้อมูลสำคัญที่คุณต้องรู้เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวในปี 2569

อ่านต่อ
รู้ทันไวรัสฮันตาภัยเงียบจากหนู การป้องกันเริ่มต้นที่ความเข้าใจ: อาการ วิธีติดต่อ และแนวทางรักษาล่าสุดปี 2569

รู้ทันไวรัสฮันตาภัยเงียบจากหนู การป้องกันเริ่มต้นที่ความเข้าใจ: อาการ วิธีติดต่อ และแนวทางรักษาล่าสุดปี 2569

15/05/2026

ทำความรู้จัก ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ภัยร้ายจากหนูที่มีอัตราป่วยตายสูงถึง 50% เจาะลึกอาการสำคัญทั้งกลุ่มโรคทางปอดและไตวาย สรุปช่องทางการติดต่อจากการสูดดมเชื้อ และวิธีป้องกันตนเองอย่างถูกต้องตามมาตรฐานกรมควบคุมโรค อัปเดตสถานการณ์ระบาดล่าสุดปี 2569 เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว

อ่านต่อ
Uto