การขับรถในช่วงหน้าฝนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนใช้รถใช้ถนนครับ แต่รู้ไหมว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนมักพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจทันทีที่ฝนเริ่มตก เพราะทัศนวิสัยที่แย่ลงและสภาพถนนที่เปลี่ยนไป
บทความนี้ได้รวบรวม 5 จุดเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องขับรถลุยฝน พร้อมเทคนิคการขับขี่ให้ปลอดภัย
5 สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อขับรถลุยฝน
1. ถนนลื่นช่วงฝนตกใหม่ ๆ (10 นาทีแรกอันตรายที่สุด)
หลายคนคิดว่าฝนตกหนัก ๆ ถึงจะอันตราย แต่ความจริงแล้ว ช่วงที่ฝนเริ่มตกใหม่ ๆ ใน 5-10 นาทีแรก คือช่วงที่ถนนลื่นที่สุด เพราะน้ำฝนจะไปผสมกับคราบน้ำมัน คราบดิน และฝุ่นบนพื้นผิวถนน กลายเป็นชั้นฟิล์มเหนียว ๆ คล้ายโคลน ทำให้ยางรถยนต์เกาะถนนได้น้อยลง
2. อาการเหินน้ำ (Hydroplaning)
อาการเหินน้ำเกิดขึ้นเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วผ่านบริเวณที่มีน้ำขัง หน้ายางไม่สามารถรีดน้ำ ออกจากพื้นผิวถนนได้ทัน ทำให้ล้อลอยอยู่บนผิวน้ำและสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ หากเกิดอาการนี้แล้วตกใจเหยียบเบรกกะทันหัน รถอาจหมุนคว้างทันที
3. ทัศนวิสัยและการมองเห็นที่ลดลง
สายฝนที่ตกกระหน่ำ ฝ้าที่เกาะบนกระจก รวมถึงละอองน้ำจากท้ายรถคันหน้า ล้วนทำให้ระยะการมองเห็นลดลงอย่างมาก ยิ่งถ้าที่ปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพ การขับรถจะยิ่งเสี่ยงอันตรายมากขึ้นเป็นทวีคูณ
4. ระยะเบรกที่เพิ่มขึ้นกว่าปกติ
บนถนนที่แห้งและปกติ ยางรถยนต์จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่เมื่อถนนเปียก ระยะเบรกจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อย 2 เท่า หากคุณขับจี้ท้ายรถคันหน้าในระยะเท่าเดิมเมื่อตอนถนนแห้ง โอกาสที่จะชนท้ายเมื่อมีการเบรกกะทันหันจะมีสูงมาก
5. น้ำท่วมขังที่มองไม่เห็นความลึก
การขับรถลุยน้ำขังบนผิวถนน (โดยเฉพาะทางที่ไม่คุ้นเคย) มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าใต้น้ำนั้นมีหลุมลึก มีเศษก้อนหิน หรือมีฝาท่อที่เปิดอยู่หรือไม่ นอกจากนี้หากน้ำลึกเกินไปอาจทำให้ระบบไฟหรือเครื่องยนต์ดับได้
เทคนิคขับรถหน้าฝนให้ปลอดภัย ยึดหลัก "ลดความเร็ว เพิ่มระยะห่าง"
ลดความเร็วลง 20-30%: หากปกติขับ 90 กม./ชม. เมื่อฝนตกควรลดลงเหลือประมาณ 60-70 กม./ชม.
เปิดไฟหน้ารถ (ห้ามเปิดไฟฉุกเฉิน): การเปิดไฟหน้าช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นเราได้ชัดเจนขึ้น ส่วน ไฟฉุกเฉิน (เปิดไฟผ่าหมาก) ควรเก็บไว้ใช้เฉพาะตอนรถจอดเสียสนิทเท่านั้น เพราะการเปิดวิ่งขณะฝนตกจะทำให้รถคันอื่นสับสนและกะระยะไม่ถูก
เว้นระยะห่างจากคันหน้า 3-4 ช่วงตัวรถ: เพื่อเผื่อระยะเบรกที่เพิ่มขึ้น
หากรถเหินน้ำ ห้ามเหยียบเบรกกะทันหัน: ให้ถอนคันเร่ง ประคองพวงมาลัยให้ตรง รอจนรู้สึกว่าล้อกลับมาจับพื้นถนนอีกครั้งแล้วจึงค่อย ๆ ชะลอความเร็ว
Q&A: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขับรถลุยฝน
Q: ถ้าขับรถลุยน้ำท่วมขัง แล้วเครื่องยนต์ดับกลางน้ำ ควรทำอย่างไร?
A: ห้ามสตาร์ทรถใหม่เด็ดขาด! เพราะถ้าน้ำเข้าสู่ระบบท่อไอดีแล้วคุณสตาร์ทเครื่อง น้ำจะถูกดูดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ทำให้ก้านสูบคดหรือเครื่องยนต์พังเสียหายหนักทันที สิ่งที่ควรทำคือ ดับสวิตช์กุญแจ ปลดเกียร์ว่าง แล้วช่วยกันเข็นรถหนีน้ำขึ้นที่สูง จากนั้นโทรเรียกช่างหรือรถยกครับ
Q: ขับรถตอนฝนตกแล้วกระจกเป็นฝ้า บดบังทัศนวิสัย มีวิธีแก้อย่างไร?
A: ฝ้าเกิดจากอุณหภูมิภายในและภายนอกรถแตกต่างกันหากฝ้าเกิด ด้านในกระจก (แปลว่าแอร์ในรถร้อนกว่าข้างนอก) ให้เปิดแอร์ให้เย็นขึ้น หรือเปิดระบบไล่ฝ้ากระจกหน้า/หลัง
หากฝ้าเกิด ด้านนอกกระจก (แปลว่าแอร์ในรถเย็นกว่าข้างนอก) ให้ปรับช่องแอร์ไม่ให้เป่าโดนกระจก หรือใช้ที่ปัดน้ำฝนปัดออก
Q: สังเกตอย่างไรว่า น้ำท่วมสูงระดับไหนที่รถยนต์ของเรายังพอ "ลุย" ได้?
A: ให้ประเมินจากประเภทรถของคุณเป็นหลักครับ:รถเก๋งทั่วไป: ระดับน้ำไม่ควรเกิน 15-20 เซนติเมตร (ประมาณครึ่งล้อรถ หรือไม่เกินชายล่างของตัวรถ)
รถกระบะ / SUV ยกสูง: ระดับน้ำไม่ควรเกิน 40-50 เซนติเมตร (ประมาณไม่เกินกันชนหน้า)
ข้อแนะนำ: หากเห็นว่าน้ำท่วมสูงจนมองไม่เห็นทางเท้า หรือรถคันหน้าลุยแล้วน้ำท่วมถึงป้ายทะเบียน แนะนำให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นจะปลอดภัยที่สุดครับ