น้ำท่วมระดับไหนไม่ควรผ่าน เช็กความลึกก่อนเสี่ยง เครื่องพัง-รถดับ

น้ำท่วมระดับไหนไม่ควรผ่าน เช็กความลึกก่อนเสี่ยง เครื่องพัง-รถดับ

28/05/2026

น้ำท่วมระดับไหนไม่ควรผ่าน? เช็กความลึกก่อนเสี่ยง เครื่องพัง-รถดับ

ช่วงหน้าฝนหรือเวลาที่เกิดน้ำท่วมขังรอการระบาย สิ่งที่คนมีรถทุกคนกังวลที่สุดคือ "จะขับผ่านไปได้ไหม?" การรู้ระดับความลึกของน้ำที่รถของเราสามารถรับมือได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์พังเสียหาย และนี่คือเกณฑ์การประเมินระดับน้ำท่วมที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจเหยียบคันเร่งลุย

ประเมินระดับน้ำท่วม: ระดับไหนปลอดภัย ระดับไหนต้องเลี่ยง?

 

ระดับ 1: ความสูงไม่เกิน 10-15 เซนติเมตร (ระดับท้องรถทั่วไป)

สถานการณ์: น้ำท่วมเสมอด้านล่างของตัวถังรถ หรือประมาณครึ่งล้อของรถเก๋งขนาดเล็ก

ความปลอดภัย: ปลอดภัยสำหรับรถทุกประเภท รถเก๋ง รถกระบะ และรถ SUV สามารถขับผ่านได้ตามปกติ แต่ควรชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้เกิดคลื่นน้ำไปกระทบผู้อื่น

ระดับ 2: ความสูง 20-30 เซนติเมตร (ระดับครึ่งล้อรถเก๋ง)

สถานการณ์: น้ำเริ่มสูงขึ้นมาถึงครึ่งล้อของรถเก๋งทั่วไป หรือประมาณฟุตบาท

ความปลอดภัย: รถเก๋งต้องเริ่มระวัง แต่ยังพอลุยได้ ส่วนรถกระบะหรือยกสูงผ่านได้สบาย การขับผ่านในระดับนี้ควรปิดระบบแอร์รถยนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้พัดลมแอร์พัดน้ำกระจายเข้าห้องเครื่อง

ระดับ 3: ความสูง 40-60 เซนติเมตร (ระดับวิกฤตของรถเก๋ง)

สถานการณ์: น้ำสูงถึงขอบประตูรถเก๋ง หรือเกือบถึงไฟหน้ารถเก๋ง และสูงประมาณครึ่งล้อของรถกระบะยกสูง

ความปลอดภัย: รถเก๋งและรถซิตี้คาร์ "ไม่ควรผ่านเด็ดขาด" เพราะระดับน้ำสูงเกินท่อไอเสียและมีโอกาสที่น้ำจะไหลเข้ากรองอากาศทำให้เครื่องยนต์ดับทันที ส่วนรถกระบะหรือ SUV ยกสูงยังพอผ่านได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด

ระดับ 4: ความสูง 60-80 เซนติเมตรขึ้นไป (อันตรายต่อรถทุกประเภท)

สถานการณ์: น้ำท่วมสูงมิดล้อรถเก๋ง และท่วมเกินครึ่งล้อของรถกระบะใหญ่

ความปลอดภัย: อันตรายขั้นสุด รถทุกชนิดไม่ควรขับผ่าน น้ำระดับนี้สามารถพัดรถให้ลอยหรือเสียการทรงตัวได้ และน้ำจะไหลเข้าสู่ระบบสำคัญของรถทุกประเภท ทำให้เครื่องยนต์พังเสียหายถาวร

 

5 เทคนิคขับรถลุยน้ำท่วมให้รอด ไม่ให้เครื่องดับ

หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และประเมินแล้วว่าระดับน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ที่รถของเราพอไปไหว ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  • ปิดแอร์ทันที: เพื่อป้องกันไม่ให้ใบพัดแอร์พัดเศษขยะหรือน้ำขึ้นมาโดนระบบไฟฟ้า และลดความเสี่ยงพัดลมหัก
  • ใช้เกียร์ต่ำ: รถเกียร์ธรรมดาให้ใช้เกียร์ 1 หรือ 2 ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติให้ใช้เกียร์ L หรือสลับไปที่โหมด Manual
  • รักษาความเร็วให้คงที่: อย่าเร่งแซง และอย่าถอนคันเร่งกะทันหัน เพื่อรักษาแรงดันในท่อไอเสียไม่ให้น้ำย้อนกลับเข้ามา
  • เว้นระยะห่างจากคันหน้า: น้ำท่วมจะทำให้ประสิทธิภาพของเบรกลดลงอย่างมาก และช่วยลดผลกระทบจากคลื่นน้ำที่รถคันหน้าสร้างขึ้น
  • ย้ำเบรกหลังพ้นน้ำท่วม: เมื่อลุยน้ำพ้นแล้ว ให้เหยียบเบรกย้ำ ๆ ถี่ ๆ เพื่อรีดน้ำออกจากจานเบรก ทำให้เบรกกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

 

คำถามที่พากันบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการขับรถลุยน้ำท่วม

Q: ถ้ารถดับกลางน้ำท่วม ควรสตาร์ทรถใหม่ทันทีไหม? 
A: ห้ามสตาร์ทรถใหม่เด็ดขาด! เพราะถ้าเครื่องยนต์ดับแปลว่าน้ำได้เข้าไปในระบบฝาสูบหรือห้องเผาไหม้แล้ว การสตาร์ทเครื่องซ้ำจะยิ่งดันน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ลึกขึ้น ทำให้ก้านสูบคดหรือเครื่องยนต์พังเสียหายหนักกว่าเดิม สิ่งที่ต้องทำคือดับไฟ เลี้ยวรถเข้าข้างทาง (ถ้าทำได้) หรือหาคนช่วยเข็น

Q: รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลุยน้ำท่วมได้ลึกแค่ไหน อันตรายไหม? 
A: แบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนของรถ EV ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้กันน้ำตามมาตรฐาน IP67 (จมน้ำลึก 1 เมตรได้ชั่วคราว) จึงลุยน้ำได้ดีในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรประมาท หากน้ำท่วมสูงเกิน 40 เซนติเมตรหรือท่วมนาน ๆ ความชื้นอาจเล็ดลอดเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ได้ ดังนั้นเกณฑ์ความปลอดภัยจึงไม่ต่างจากรถน้ำมันทั่วไปครับ

Q: ขับรถลุยน้ำท่วมแล้วมีกลิ่นไหม้ เกิดจากอะไร?
 A: ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำท่วมขังกระเด็นไปโดนชิ้นส่วนที่มีความร้อนสูง เช่น ท่อไอเสีย หรือเครื่องยนต์ ทำให้คราบสกปรกหรือเศษขยะที่มากับน้ำถูกความร้อนจนเกิดกลิ่น หรืออาจเกิดจากสายพานลื่นเพราะเปียกน้ำ หากพ้นน้ำแล้วกลิ่นยังไม่หายควรรีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเช็กสภาพ

Q: ประกันรถยนต์คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมไหม? 
A: ประกันภัยชั้น 1 คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมตามทุนประกัน แต่มีข้อพิจารณาสำคัญคือ ต้องไม่ใช่การเจตนารมณ์เสี่ยง เช่น ถ้ารู้ว่าทางข้างหน้าลุยไม่ได้แต่ยังฝืนขับลุยไปจนเครื่องพัง ประกันอาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ดังนั้น การเลี่ยงเส้นทางน้ำท่วมจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

 

   ต้องการนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการหรือนัดหมายล่วงหน้า ที่ ยูไนเต็ด ฮอนด้า Line : @unitedhonda Facebook : United Honda Automobile หรือโทร 02-432-2222 ได้เลยครับ


New Honda CR-V e:HEV

เริ่มต้น 1,409,000 บาท
ผ่อนเริ่มต้น 14,516 บาท/เดือน

ดูรายละเอียด

บทความอื่นๆ

รถสั่นเวลาเหยียบเบรกเกิดจากอะไร? เจาะลึกสาเหตุจานเบรกคดและวิธีแก้ไขเพื่อความปลอดภัย

รถสั่นเวลาเหยียบเบรกเกิดจากอะไร? เจาะลึกสาเหตุจานเบรกคดและวิธีแก้ไขเพื่อความปลอดภัย

30/05/2026

สงสัยไหม? รถสั่นเวลาเหยียบเบรกเกิดจากอะไร? บทความนี้จะพาคุณไปสังเกตอาการผิดปกติของรถยนต์ โดยเฉพาะ "จานเบรกคด" สาเหตุที่ทำให้พวงมาลัยสั่นขณะเบรก พร้อมวิธีดูแลรักษาระบบเบรกอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงและยืดอายุการใช้งานรถคู่ใจของคุณ หากพบอาการผิดปกติ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ ยูไนเต็ด ฮอนด้า ได้ทันที

อ่านต่อ
5 จุดเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องขับรถลุยฝน พร้อมเทคนิคการขับขี่ให้ปลอดภัย

5 จุดเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องขับรถลุยฝน พร้อมเทคนิคการขับขี่ให้ปลอดภัย

28/05/2026

การขับรถในช่วงหน้าฝนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับคนใช้รถใช้ถนนครับ แต่รู้ไหมว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนมักพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจทันทีที่ฝนเริ่มตก เพราะทัศนวิสัยที่แย่ลงและสภาพถนนที่เปลี่ยนไป

อ่านต่อ
ฝนตกหนักขับรถยังไงให้ปลอดภัย เจาะลึก Honda Sensing ช่วยอะไรคุณได้บ้างในวันฝนพรำ

ฝนตกหนักขับรถยังไงให้ปลอดภัย เจาะลึก Honda Sensing ช่วยอะไรคุณได้บ้างในวันฝนพรำ

27/05/2026

เจ้าของรถยนต์ Honda ที่มีเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง Honda Sensing (ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง) รู้หรือไม่ว่าระบบนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนแดดร่มลมตกเท่านั้น แต่ในวันที่ฝนตกหนัก ระบบนี้คือ "ฮีโร่" ที่ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างอุ่นใจขึ้นเป็นกอง

อ่านต่อ
Uto