ไวรัสฮันตา (Hantavirus)
เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยมี "สัตว์ฟันแทะ" เช่น หนู เป็นพาหะหลัก เชื้อนี้พบได้ทั่วโลกและมีอัตราการป่วยตายสูงแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และพื้นที่ โดยบางแห่งอาจสูงถึงร้อยละ 30–50
- ช่องทางการติดต่อ: สูดดมละอองเชื้อ ภัยใกล้ตัวที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ติดเชื้อผ่าน การสูดละอองจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนู ที่ฟุ้งกระจายในอากาศ นอกจากนี้ยังติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ติดเชื้อผ่านบาดแผลหรือเยื่อบุตา จมูก ปาก รวมถึงการถูกหนูกัดแต่พบได้น้อย กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงคือการทำความสะอาดพื้นที่ปิดที่มีอากาศถ่ายเทไม่ดี หรือการทำเกษตรในแหล่งที่มีหนูชุกชุม โดยทั่วไปไวรัสนี้ ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นบางสายพันธุ์เช่น Andes virus ที่พบได้น้อยมากในแถบอเมริกา
- อาการของโรค: แยกให้ออกระหว่าง HFRS และ HPS ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 1–8 สัปดาห์ เริ่มต้นจะมีอาการคล้ายไข้หวัด คือ ไข้ ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะ
แต่ความน่ากลัวจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอาการตามพื้นที่ระบาดดังนี้:
- HFRS (พบในเอเชียและยุโรป): เน้นอาการทางไต ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดท้องรุนแรง ความดันต่ำ และมีภาวะ ไตวายเฉียบพลัน
- HPS (พบในอเมริกา): เน้นอาการทางปอด หลังจากมีไข้ 4–10 วัน จะเริ่มไอ หายใจลำบาก และแน่นหน้าอก ซึ่งมีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 40
หน้าฝนและน้ำท่วมด้วยยิ่งต้องระวังกับโรคที่มาพร้อมกับน้ำ ดูแลตัวเองไม่ดีอาจเสี่ยงเป็นโรคได้ คลิก
สถานการณ์ในประเทศไทยปี 2569 ข้อมูลระบุว่าในไทยพบเชื้อไวรัสฮันตาได้ทั้งในคนและสัตว์ฟันแทะหลายชนิด เช่น หนูพุก และหนูท้องขาว โดยพบเชื้อในหนูเหล่านี้สูงถึง ร้อยละ 2–24 แม้รายงานผู้ป่วยในคนจะพบไม่บ่อย แต่หลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่ามีเชื้อตัวนี้กระจายอยู่ในระบบนิเวศของไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
- อัปเดตข่าวโลก: การระบาดบนเรือสำราญ 2569 ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 มีรายงานพบกลุ่มผู้ป่วยยืนยันและสงสัยรวม 8 รายจากการเดินทางบนเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องการตรวจสอบพาหะในพื้นที่จำกัด
เจาะลึกข้อสงสัย: 10 Q&A
ถาม-ตอบ เรื่องไวรัสฮันตา (FAQ)
Q: ไวรัสฮันตาติดต่อจากคนสู่คนได้ไหม?
A: พบได้น้อยมาก มีรายงานเฉพาะสายพันธุ์ Andes virus ที่ต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานานเท่านั้น
Q: หนูชนิดไหนในไทยที่เป็นพาหะ?
A: พบเชื้อในหนูหลายสายพันธุ์ เช่น Rattus rattus (หนูท้องขาว), Bandicota indica (หนูพุกใหญ่) และหนูสายพันธุ์อื่นๆ
Q: ถ้าโดนหนูกัดจะติดไวรัสฮันตาหรือไม่?
A: มีโอกาสติดได้ แต่พบได้น้อยกว่าการสูดดมละอองจากมูลหนู
Q: อาการแรกเริ่มต่างจากไข้หวัดใหญ่อย่างไร?
A: ในช่วงแรกคล้ายกันมาก แต่ไวรัสฮันตามักมีอาการปวดกล้ามเนื้อที่รุนแรง และอาจตามด้วยอาการหายใจลำบากหรือปวดหลัง/ไตอย่างหนัก
Q: มีวัคซีนป้องกันไวรัสฮันตาหรือยัง?
A: ปัจจุบันยัง ไม่มีวัคซีน หรือยาจำเพาะสำหรับรักษาโรคนี้
Q: วิธีทำความสะอาดบ้านที่มีมูลหนูให้ปลอดภัยทำอย่างไร?
A: ห้ามกวาดแห้งหรือดูดฝุ่น เพราะจะทำให้เชื้อฟุ้งกระจาย ควรทำให้บริเวณนั้นชื้นก่อนทำความสะอาดเพื่อลดละอองฝุ่น
Q: ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด?
A: เกษตรกร คนทำงานป่าไม้ คนที่อาศัยในแหล่งหนูชุกชุม และผู้ที่ทำความสะอาดอาคารปิดที่ทิ้งไว้นาน
Q: ระยะฟักตัวของโรคนานแค่ไหน?
A: โดยทั่วไปประมาณ 1 ถึง 8 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ
Q: หากติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูงแค่ไหน?
A: ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ หากเป็นกลุ่มอาการทางปอด (HPS) อัตราตายอาจสูงถึงร้อยละ 38-50
Q: การรักษาต้องทำอย่างไร?
A: เน้นการรักษาตามอาการตามประคับประคอง แต่การเข้ารับการรักษาเร็วจะช่วยลดโอกาสเสียชีวิตได้อย่างมาก
"โรคตาแดง" ต้องระวัง! ในช่วงหน้าฝนหรือสถานการณ์น้ำท่วมก็เสี่ยง คลิก
อย่ารอให้ "หนู" กลายเป็นภัยร้ายใกล้ตัว
แม้ไวรัสฮันตาจะเป็นโรคที่พบไม่บ่อยในไทย แต่ด้วยอัตราการป่วยตายที่สูงและการไม่มีวัคซีนป้องกัน ทำให้เราไม่ควรมองข้ามความสะอาดในที่พักอาศัย การจัดการแหล่งเพาะพันธุ์หนูและการทำความสะอาดอย่างถูกวิธีคือหัวใจสำคัญของการป้องกัน หากคุณมีอาการไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง หรือหายใจติดขัดหลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสหนูทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วคือโอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของคุณ